วัคซีนกับการส่งผลข้างเคียงอะไรบ้าง

วัคซีนเป็นภูมิคุ้มกันโรคอย่างหนึ่งที่จำเป็นมากๆสำหรับเด็กเพราะสามารถช่วยป้องกันโรคต่างๆที่ร้ายแรงได้ วัคซีนแต่ละตัวสามารถช่วยปกป้องชีวิตเด็กๆจากโรคภัยต่างๆได้ถึง 90% ดังนั้นเด็กๆควรได้รับวัคซีนตรงตามเวลาและเหมาะสมกับวัย

0989878jjjhssaวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฉีดตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป ฉีดทุกปี ปีละ 1 ครั้ง อาจมีไข้ในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 13 ปี จะพบอาการภายใน 6-24 ชั่วโมง

วัคซีนไข้สมองอังเสบเจอี มี 2 ชนิดแบบเชื้อตาย และแบบเชื้อเป็น เมื่อฉีดแล้วอาจส่งผลให้ลูกเป็นไข้ได้ค่ะ เพราะตัววัคซีนค่อนข้างแรง ปวด บวมแดง ขณะฉีด

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฉีดตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป ฉีดทุกปี ปีละ 1 ครั้ง อาจมีไข้ในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 13 ปี จะพบอาการภายใน 6-24 ชั่วโมง

วัคซีนตับอักเสบ ฉีดตั้งแต่อายุ 1-2 ปีขึ้นไป อาการที่อาจแสดงคือ ปวด บวม ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร 1-2 วัน

วัคซีนหัด หัดเยอรมัน คางทูม ฉีดครั้งแรกตอนอายุ 9 -12 เดือน ลูกอาจมีไข้ต่ำๆ มีผื่นแดง และอาจมีอาการแพ้ยา


แย่ล่ะหากลูกมีอาการแบบนี้ต้องส่งโรงพยาบาล

อาการปวดแบบรุนแรง เช่นปวดท้อง ปวดหัว ถ้ามีอาการปวดท้อง จะมีอาการปวดจนตัวงอ มือกำแน่น เท้าจิกลง ไม่กินอาหาร ถ่ายผิดปกติ ต้องรีบพาพบแพทย์ เพราะอาจเกิดอาการลำไส้อักเสบ หรือเป็นไส้ติ่งอักเสบได้ แต่ถ้ามีอาการปวดหัว สังเกตอาการจาก ซึมลง ไม่แจ่มใส กินอาหารไม่ได้ พูดไม่ชัด เดินไม่ปกติ อาการแบบนี้อาจรุนแรงถึงขั้นเยื่อหุ้มสมองอักเสบ 

babycry-10

babycry-10

อาเจียน ถ้าลูกมีอาการอาเจียนบ่อยและมากขึ้นเรื่อยๆอาจทำให้ขาดน้ำได้ หัวใจจะเต้นเร็วและมีอาการความดันต่ำ อาจทำให้ไตวาย ซึ่งอันตรายมาก และถ้าลูกมีอาการร่วมกับอาเจียนอื่นๆเช่น ปวดหัว ชัก ไข้สูง อาการแบบนี้ลูกอาจเป็นอาการของการติดเชื้อในสมองหรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

หายใจผิดปกติ ถ้าลูกมีอาการไอเหมือนมีเสมหะ หายใจไม่เป็นจังหวะ หายใจเร็ว หน้าอกบุ๋ม หัวใจเต้นเร็ว ตัวเขียว ซึม อาการนี้ลูกอาจมีภาวะหายใจล้มเหลว ซึ่งทำให้เสียชีวิตได้ เพราะอาจเกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น ปอดอักเสบหรือปอดบวม

 


สองภาษาพ่อแม่สร้างได้ตั้งแต่แรกเกิด

สถานดูแลเด็ก-01
สองภาษา
หมายถึงเด็กที่พูดได้ทั้งภาษาหลักที่พ่อแม่พูดได้ และภาษาเสริมอีก 1 หรือหลายภาษา ที่พ่อแม่ต้องการให้ลูกพูดได้ พ่อแม่หลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจว่าเด็กสองภาษาคืออะไร มีประโยชน์กับชีวิตลูกแค่ไหน สามารถทำได้จริงหรือไม่ การที่ลูกพูดภาษาที่ 2 ได้นอกจากภาษาไทยหรือภาษาหลัก ลูกจะได้เปรียบในเรื่องการเรียนรู้เรื่องภาษาได้เร็ว และจะพัฒนาเรื่องการเรียนรู้ภาษาที่ 3 และ 4 ได้อย่างรวดเร็วกว่าเด็กที่ไม่เคยฝึกฝนเรื่องการพูดภาษาอื่นๆเลย

คุณพ่อคุณแม่ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่พูดภาษาที่ 2 ได้เก่งหรือแม่นยำเหมือนกับคนที่จบมาจากต่างประเทศ เพียงแต่ต้องมีจิตใจมุ่งมั่นและอยากให้ลูกได้ฝึกภาษาที่ 2 เพื่ออนาคตของลูกเอง ผู้เขียนเชื่อว่า พ่อแม่ทุกคนทำได้เพื่อลูก จากประสบการณ์ของผู้เขียนเอง ผู้เขียนใช้เทคนิคต่างๆในการสอนลูก ตั้งแต่ลูกอายุครบ 1 ขวบ พูดกับลูกแบบธรรมชาติโดยไม่ต้องแปล เช่นคำศัพท์ภาษาอังกฤษง่ายๆที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวันอย่างคำว่า นั่ง ยืน กิน นก แมว หมา อาบน้ำ แปรงฟัน พูดทุกวันเป็นภาษาอังกฤษ เห็นผลภายใน 3 เดือน ลูกเริ่มพูดตาม พ่อแม่ที่ต้องการให้ลูกได้ 2 ภาษาไม่ควรใจร้อน พูดไปเรื่อยๆด้วยความเคยชินลูกจะพูดได้เองแน่นอน


ต้องเตรียมพร้อม หลังทารกกลับมานอนบ้าน

เริ่มจากช่วงไตรมาสสุดท้ายก่อนเลยคุณควรเริ่มจากการเข้านอนแต่หัวค่ำและงีบทุกครั้งที่มีเวลา เพื่อเตรียมเก็บพลังงานเอาไว้ใช้ตอนคลอดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แค่คุณเจ็บท้องนี่ก็แทบจะหมดแรงแล้วหละค่ะ ไม่ต้องพูดถึงความรู้สึกเหนื่อยและไม่มีแรงช่วงเจ็บท้องคลอดที่อาจจะกินเวลานานแสนนาน แค่ปล่อยให้ถึงช่วงที่คุณต้องออกแรงเบ่งอย่างเดียวก็พอ และช่วงแรกเกิดของลูก คุณต้องพักผ่อนให้มาก ๆ เข้าไว้ ปล่อยให้คนอื่นดูแลจัดการกับงานบ้านไป ถ้าไม่มีใครทำแทนจริง ๆ ก็ปล่อยไว้ก่อน เพราะว่าสิ่งแรกที่ควรทำในช่วงนี้คือการพักฟื้นของคุณและการดูแลลูกน้อย

140815003สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสร้างสายใยรัก การให้นม และเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูก คุณควรกินอาหารที่มีประโยชน์โดยเฉพาะช่วงให้นมลูก แล้วก็อย่าลืมต้มฆ่าเชื้อขวดนมและจุกนมของลูกด้วยนอกจากนี้แล้วกิจกรรมอย่างอื่นก็อย่าเพิ่งไปใส่ใจนะคะ สำหรับฉันแล้ว สิ่งที่ชอบที่สุดช่วงให้นมลูกคือ การให้ลูกดูดนมจากเต้าเลยค่ะ เพราะไม่ต้องเก็บล้างขวดนม รับรองได้เลยว่ามีเวลานอนเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

เตรียมของใช้ลูกให้พร้อมช่วยลดความเครียดได้ ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ของลูกควรเตรียมและจัดเข้าที่ให้เรียบร้อยตั้งแต่สัปดาห์ที่ 37 ผ้าอ้อมและทิชชูเปียกควรให้อยู่ใกล้มือ หยิบใช้สะดวก เสื้อผ้าลูกควรซักทำความสะอาดให้เรียบร้อยและอยู่ใกล้ที่เปลี่ยนเสื้อผ้า ในช่วงแรก ๆ คุณอาจจะต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ลูกบ่อยสักหน่อย เพราะลูกอาจจะสำรอกออกมา ผ้าอ้อมรั่ว หรืออาจจะสำลักนมจากอกของคุณก็เป็นได้


เลี้ยงลูกอย่างไรให้ฉลาดและสมองดี

การเตรียมพร้อมสุขภาพลูก ตามหลักความเป็นจริง ต้องเตรียมตั้งแต่ยังไม่ตั้งครรภ์กันเลยทีเดียว คุณแม่ต้องมีร่างกายแข็งแรง เสริมวิตามินโฟเลต เพื่อป้องกันภาวะกะโหลกศีรษะไม่ปิด และมีการเช็กสุขภาพ ตรวจเลือด เพื่อดูว่าร่างกายยังไม่มีภูมิคุ้มกันใด ๆ จะได้ฉีดวัคซีนก่อนการตั้งครรภ์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคนั้น ๆ ระหว่างตั้งครรภ์ เพราะบางโรคมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตต่อลูกในท้องเป็นอย่างมาก

รวมทั้งค้นหาความเสี่ยงของการเกิดโรคธาลัสซีเมีย หรือไม่ ตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ เพราะคนไทยมีพาหะของโรคนี้ค่อนข้างเยอะ ทำให้ถ่ายทอดไปยังลูก ถ้ามีลูกเมื่อแม่มีอายุเยอะหรือญาติสนิทเคยเป็นโรคที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับสมอง ที่เห็นได้เด่นชัด เช่น ดาวน์ซินโดรม ควรได้รับการเจาะน้ำคร่ำ เมื่ออายุครรภ์ได้ 4 เดือน เพื่อจะได้มีการวินิจฉัยว่ามีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน ถ้ามีการวางแผนก่อนการตั้งครรภ์ และมีการดูแลครรภ์ที่ดีจะลดปัญหาเรื่องความผิดปกติของลูกไปได้มากมาย Child rearing

เมื่อลูกน้อยของคุณเริ่มต้นเข้าโรงเรียนใหม่ๆ คุณแม่อย่าลืมทำความรู้จักและสานความสัมพันธ์กับครูของลูกไปพร้อมกันด้วย เพื่อที่จะได้ทราบเรื่องราวระหว่างวันของลูกที่เกิดขึ้นขณะอยู่โรงเรียนอย่างสม่ำเสมอ คุณจะได้รู้จักและเข้าใจลูกมากขึ้น เป็นการกระชับความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันทุกฝ่าย เจ้าตัวน้อยของคุณก็จะได้รู้สึกอุ่นใจที่คุณไม่ได้ทิ้งเขาห่างไปไหน

ควรหาเวลาไปทำกิจกรรมกับลูกที่โรงเรียนบ้าง หากทางโรงเรียนได้จัดเชิญผู้ปกครองให้ไปร่วมงาน เพื่อเป็นการเสริมสร้างกำลังใจให้ลูกน้อยได้สนุกและเรียนรู้ทุกสิ่งอย่างเต็มที่ การให้เวลากับลูกมากกว่าเรื่องภาระงานต่างๆ แบบนี้ คุณจะมีรอยยิ้มและความสุขไปพร้อมกับลูกอย่างอบอุ่นมากทีเดียว

กิจกรรมที่ว่าอาจจะเป็นการรวมตัวเพื่อนั่งรับประทานอาหารในมื้อใดมื้อหนึ่งพร้อมหน้าทั้งครอบครัว การทานข้าวด้วยกันพร้อมหน้าทั้งพ่อแม่ลูกเป็นการกระชับความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวให้แน่นแฟ้นขึ้น นี่อาจเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่คุณพ่อคุณแม่จะได้รับรู้เรื่องราวความเป็นไปต่างๆ ของลูกมากขึ้น